|
คุณพ่อคุณแม่คงไม่ปฏิเสธว่ามีเพื่อนๆ
บางคนสมัยเป็นนักเรียนของเรา ที่เรียนเก่งมาก
แต่ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือแทบไม่มีเพื่อนเลย
ตรงกันข้ามกับเพื่อนบางคนที่เรียนไม่เก่ง แต่กลับประสบความสำเร็จในการทำงาน
มีหน้ามีตา และมีเพื่อฝูงมากมาย ไม่แปลกหรอกค่ะที่เป็นเช่นนั้น
เพราะวิทยาการที่ก้าวหน้าทางจิตวิทยาได้ค้นพบว่า ความฉลาดทางอารมณ์
หรือที่เรียกง่ายๆว่า
EQ
มีบทบาทสำคัญในชีวิตของคนเรามากกว่าระดับสติปัญญาหรือ
IQ เราจึงพบคนเก่งๆ
ในสังคมมากมายที่ไม่มีความสุข
กระทำสิ่งที่เลวร้ายได้ซับซ้อนลึกซึ้งกว่าคนธรรมดา
เพราะใช้ความเก่งไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากขาดความดีหรือความฉลาดทางอารมณ์
ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางในการใช้ความเก่งให้ถูกต้อง
บุคคลที่สามารถกำหนดความสำเร็จและความสุขของชีวิต
รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและสังคม คือ
บุคคลที่สามารถตระหนักรู้อารมณ์ของตนเอง
มีความสามารถควบคุมจัดการกับความรู้สึกต่างๆ ทีเข้ามากระทบ
รู้จักให้กำลังใจตนเองในทุกสถานการณ์ สามรถตระหนักรู้อารมณ์ของผู้อื่น
เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีทักษะทางสังคมและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น
ซึ่งรวมเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นผู้ที่มีเชาวน์ อารมณ์ดี
หรือมีความฉลาดในการใช้อารมณ์
( Emotional intelligence หรือ Emotional Quotient)
พ่อแม่และครู
ผู้ใกล้ชิดกับเด็กๆ
เป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยให้เด็กได้พัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์ของตนเอง
เรียนรู้ว่าจะแสดงอารมณ์ออกมาอย่างไร ต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
และเรียนรู้ว่าเมื่อตนเองแสดงแบบนี้แล้ว ผู้อื่นจะตอบโต้อารมณ์ของเขาอย่างไร
ซึ่งการเรียนรู้ไม่ได้มาจากการพูดพร่ำสั่งสอนของพ่อแม่เพียงอย่างเดียว
แต่มาจากแบบอย่างการปฏิบัติของพ่อแม่ที่มีต่อกัน หรือต่อบุคคลอื่นๆด้วย
ถ้าเปรียบเด็กเป็นนักกีฬา พ่อแม่ก็เปรียบเสมือนครูพี่เลี้ยงที่จะต้องคอยสั่งสอน
แนะนำ ทำให้ดู ให้เด็กสามารถปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม
สิ่งที่พ่อแม่ควรกระทำเพื่อช่วยให้ลูกสามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์คือ
ฝึกฝนตนเองให้ไวต่อการรับรู้ภาวะอารมณ์ของเด็กๆ
ยอมรับทั้งอารมณ์ด้านลบและด้านบวกของเด็ก
ด้วยการรับฟังให้เด็กๆเล่าถึงความรู้สึกของเขา แสดงความเห็นอกเห็นใจ
ไม่หลีกเลี่ยง ดูถูกหรือตำหนิ แต่ให้ปลอบโยนด้วยความรัก
ช่วยเด็กๆ
หาคำพูดที่ตรงกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น ให้เขาสามารถหาคำอธิบายเกี่ยวกับอารมณ์
และรู้จักอารมณ์ของตนเองให้ชัดเจนขึ้นตามความรู้สึกอย่างที่เขาเป็น
แต่ไม่ใช่อย่างที่เขาควรจะเป็น
ให้ข้อแนะนำการจัดการกับอารมณ์ของเขา
เช่น เมื่อรู้สึกโกรธ เขาควรหายใจลึกๆหลายๆครั้ง เพื่อสงบความโกรธ
ก่อนที่จะคิดว่าควรจะตอบสนองอย่างไรกับคนที่ทำให้เราโกรธ
กำหนดขอบเขตของพฤติกรรมและสอนการแสดงออกที่เป็นที่ยอมรับ
เพราะแม้ว่าความรู้สึกจะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรยอมรับ
แต่สังคมก็ไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมทุกพฤติกรรมได้ โดยเฉพาะพฤติกรรมก้าวร้าว
สอนทักษะการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ
การสอนให้เด็กควบคุมอารมณ์อย่างฉลาด
เป็นการให้วัคซีนป้องกันให้เด็กสามารถเผชิญกับเหตุการณ์ที่เป็นความเครียดในชีวิต
ที่มีทั้งสุขและทุกข์ได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย
ช่วยให้เด็กพัฒนาประสบการณ์การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมและประสบความสำเร็จในชีวิต
เหล่านี้ เป็นสิ่งที่พ่อแม่และคุณครูต้องช่วยกันค่ะ
|